Japan 6 : ไปจ่ายตลาด

04.11.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (0)
Tags:

เรื่องราวคราวนี้มีที่มาจากอารมณ์ค้างที่ร้านอาหารไทย เนื่องจากจากเมืองไทยมาเป็นเวลานานอาหารที่ญี่ปุ่นไม่จืดก็เค็ม จึงคิดถึงรสชาตอาหารไทยเป็นพิเศษ และด้วยความเสี้ยนจึงตะเวนหาร้านอาหารไทย ซึ่งอาหารไทยเนี่ยเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นมาก เหมือนกับคนไทยที่บ้าอาหารญี่ปุ่นในไทยประมาณนั้น จึงทำให้เกิดร้านอาหารไทยผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แถมตอนนี้สิ้นเดือนพอดีด้วยร้านอาหารจึงเต็ม ต้องจองโต๊ะถึงจะมีที่นั่ง แต่อย่างไรก็ตามจากการเจรจาทางร้านจึงมีที่นั่งให้ เพราะยังมีโต๊ะที่แขก Reserve ไว้แต่ยังไม่ถึงเวลามา ทำให้ได้มานั่งกินข้าวเย็นกับแกงไทยๆสองอย่าง ขนาดจานก็เท่าแมวกิน - -”

เท่าแมวกินจริงๆ!!! กินเสร็จจนไม่เหลือเนื้อก็ขอซดน้ำให้เกลี้ยงล่ะว๊ะ!!! หมดไปเกือบสี่พันเยน!!!

มองหน้าพี่ที่มาด้วยกัน “นี่เราเพิ่งกินอาหารไปหรือเปล่า?”

อารมณ์ค้าง…! แพงสาด แถมจานเท่าข้าวแมว….

ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องเล่าเอนทรีนี้ขึ้นมา…

ด้วยความที่อารมณ์ค้างข้ามวันบวกกับความแค้น จึงเดินทางไปยังเขตอุเอโนะ (UENO) โดยขบวนรถไฟฟ้าสาย CHUO จาก OKUBO ไปลง AKIHABARA แล้วต่อรถไฟฟ้าสาย YAMANOTE ไปลงที่ UENO (อันที่จริงแล้ว จาก OKUBO ถ้าเดินต่อไปอีกนิดจะถึงสถานี SHIN-OKUBO ซึ่งสามารถนั่งรถไฟฟ้าสาย YAMANOTE ไปลง UENO ได้เลย แต่ว่ามันจะอ้อมโลกมากเลยนั่งรถสาย CHUO ตัดเส้นโค้งส่วนที่วิ่งอ้อมของ YAMANOTE ไปดีกว่า)

ข้อดีของการนั่งรถไฟฟ้าแบบนี้คือได้แวะลงไปซื้อเมาส์ที่ AKIHABARA ด้วย (ใช้ Touch pad ของโน๊ตบุ๊คนานๆแล้วปวดแขนชมัด)

ไปเดินซื้อของที่อากิบะ (AKIHABARA) แล้วโดนแอบถ่ายรูป เลยเอามาแปะเผื่อมีคนคิดถึงอยากเห็นหน้า (อยู่นี่หน้าซูบไปเยอะวุ๊ย)

พอซื้อเสร็จก็นั่งรถไฟฟ้าต่อตามที่ได้เล่ามาด้านบน

นี่คือสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง... เอ้ยไม่ใช่ล่ะ สถานีรถไฟฟ้า UENO ภายในจอแจเหมือนหัวลำโพงบ้านเราเลย

สภาพด้านหน้าของสถานีอุเอโนะ

นี่คือสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง… เอ้ยไม่ใช่ล่ะ สถานีรถไฟฟ้า UENO ภายในจอแจเหมือนหัวลำโพงบ้านเราเลย

ด้านหน้าสถานีเมื่อเดินออกมา

ด้านหน้าสถานีเมื่อเดินออกมา

มุมสูงจากตึกฝั่งตรงข้ามสถานี

มุมสูงจากตึกฝั่งตรงข้ามสถานี

จริงๆแล้วขึ้นไปบนตึกนั่นเพราะอยากกินเนื้อย่าง แต่….ร้านมันปิดไปแล้ว(โว้ย!) กลายเป็นชาบูชาบูแทนซะนี่ เลยต้องเดินไปหาอะไรกินแถวๆในตลาด (ร้านตามใต้ทางรถไฟ) กินเสร็จก็เดินเข้าตลาดไปซื้อของเลย

ตลาดที่ญี่ปุ่นคนจอแจเหมือนไทยไม่มีผิด

ตลาดที่ญี่ปุ่นคนจอแจเหมือนไทยไม่มีผิด

ตลาด… สภาพเหมือนสำเพ็งบ้านเราเปี๊ยบ ผู้คนจอแจเหมือนเปี๊ยบ ต่างกันตรงที่เราเป็นชาวต่างชาติมาเดินตลาดบ้านเขาเท่านั้นเอง

แผงลอยตามทางเดินในตลาด

นี่ก็แผงลอยขายพวกเครื่องเงินต่างๆ เหมือนไทยแลนด์เปี๊ยบ มาตราฐานเดียวกันราวกับย้ายร้านมาจากสวนลุมไนท์บาซ่า ราคาต่อรองได้

ร้านขายผลไม้ตามข้างทาง

ร้านขายผลไม้ตามข้างทาง

สภาพตลาดจะเหมือนกับตลาดที่เป็นตรอกๆ เหมือนสำเพ็ง คือจะเป็นแผงขายอยู่หน้าร้าน ไม่มีพวกแผงเป็นล๊อตๆแบบตลาดสดบ้านเรา ที่เห็นในภาพนี่ร้านขายผลไม้ ราคาโคตรถูก(ในญี่ปุ่น) กล้วยนั่นขายหวีละ 300 เยน (ถ้าซื้อที่เทสโก้แถวบ้านจะห้าลูก 200 เยน แถมลูกเล็กกว่าด้วย) แต่ว่าถ้าอยากจะซื้อมะม่วง(ราคาก็พอไปได้)แนะนำว่าอย่าซื้อเลย มันห่วย! มันเหี่ยว! เพราะเขาเก็บไว้นานล่ะมั๊ง? อันนี้ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ว่าดูแล้วไม่น่าซื้อมากินอย่างแรง ลูกผลับก็ราคาค่อนข้างถูกนะ

แผงขายอาหารทะเลในตลาด

แผงขายอาหารทะเลในตลาด

แผงขายอาหารทะเล ราคาโคตรถูก! ใหม่สดจากทะเล! ไม่มีแช่น้ำแข็งนะขอบอก!

มีขายทั้งปลาทั้งกุ้ง

กุ้งธรรมดาราคาแพงไปหน่อย แต่ได้ความรู้ใหม่ว่าปลาตัวยาวๆเขานับหน่วยกันเป็น”แท่ง”…. ยกตัวอย่างเวลาซื้อปลา “เฮียๆ ขอปลาซาบะหนึ่งแท่ง….” ขำหวะ!!!

ปลาหมึกสดๆจากทะเล ปลาหมึกแบบนี้เรียก "อิกะ"

ปลาหมึกสดๆจากทะเล ปลาหมึกแบบนี้เรียกว่าอิกะ

แต่นี่คือไฮไลท์ ปลาหมึกตัวบักควาย ใหญ่กว่าเมืองไทยอีก! ราคาถูกกว่าเมืองไทยเท่าตัว! ถาดละ 5 ตัว 500 เยน! ตกตัวละ 100 เยน!!! ตีเป็นเงินไทยตัวละ 30~40 บาทเอง ถูกสาดดดด!!! แย่งกันซื้อแทบไม่ทันพอคนขายเอาขึ้นมาวางหมด วางหมด อ่อ… แล้วไอ้ที่เขามาวางนะไม่ต้องเลือกนะ เพราะเขาเลือกมาให้เสร็จแล้ว จะซื้อถาดไหนก็ดีเหมือนกัน ส่วนพวกกากๆตัวเล็กตัวน้อยนั่นเขาเอาปล่อยทะเลตอนจับมาบ้าง กับแยกขายไปทำอย่างอื่นบ้าง (ปลาหมึกก็เรียกเป็นแท่ง)

ได้กุ้งมา 1 ถาด กับปลาหมึกมา 5 แท่ง….. - -” แล้ว…ก็ไปเดินหาของอื่นๆในตลาดชั้นใต้ดินบ้าง (จริงๆแล้วมันเป็นซุปเปอร์มาเก็ตนะ) เผื่อมีอะไรซื้อมาไว้กินได้จนเจอ….

ขนาดมาม่าจากไทยยังมีขายเลย

ขนาดมาม่าจากไทยยังมีขายเลย

พันธมิตรบุก!!! เอ้ย…ไม่ใช่มาม่าจากเมืองไทย สมแล้วที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนี่ยเป็นอาหารกู้โลกจริงๆ ไม่ว่าฝนตก แดดออก แผ่นดินไหว น้ำถ้วม ซึนามิเข้าฯลฯ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ไปได้ทั่วทุกมุมโลก

แผงขายเครื่องปรุงในร้านขายของชำ

แผงขายเครื่องปรุงในร้านขายของชำ

มองสูงขึ้นมาหน่อยของจากไทยเพียบเลย แต่…ที่บ้านมีหมดแล้วเลยไม่ซื้อมาดีกว่า สรุปคือไม่ได้ซื้ออะไรเลยในซุปเปอร์มาเก็ตข้างล่าง

พอซื้ออาหารทะเลเสร็จแล้วก็แจ้นกลับบ้านตามเส้นทางเดิมขามา UENO > AKIHABARA > OKUBO ด้วยเหตุผลเดิมคือถ้านั่งต่อเดียวมันอ้อมโลก

มาถึงบ้านก็บ่ายสี่โมงกว่าแล้ว มืดแล้วด้วย(ซีกโลกทางเหนือจะสว่างเร็วและมืดเร็ว) เลยรีบอาบน้ำก่อนเพราะไม่ได้อาบน้ำมาสามวันจะสี่วันแล้ว ทรมานชิบ… ถ้าอาบช้าไปมากกว่านี้จะหนาวแสรดแล้วไม่อยากอาบน้ำเลย… (โชคดีที่ผมเป็นคนที่ไม่มีกลิ่นตัว เลยเนียนเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเดียว) พออาบน้ำเสร็จก็ได้เวลาทำอาหาร การทำอาหารไทยพวกต้มยำนั้นง่ายมาก ขอให้นึกว่าตัวเองเป็นพ่อมดแม่มดกำลังปรุงยาสูตรลับขึ้นมาจัดการกับนังสโนไวท์ก็พอ…

เนื่องจากผมเป็นนักเรียนสายวิทย์มาในสมัยที่ยังเอ๊าะๆขับหุ่นเอวาอยู่ จึงได้เรียนวิชาเคมี… แล้วเวลาทำการทดลองเขาให้ใส่สารโน้นเท่านั้น สารนั้นเท่านี้ นิสัยของเด็กผู้ชายคือ… “เยอะๆดี” เขาให้ใส่ 1 ช้องเบอร์ 2 พี่แก 1 ช้อนเบอร์สองจริงๆ แต่ไม่ได้ปาดให้เสมอช้อน เลยได้สารเคมีมา 1 ช้อนเบอร์สองพูนๆ สารเคมีเลยเท่ากับ 2 ช้อนเบอร์สองของชาวบ้านเขา…

และด้วยเหตุ “เยอะๆ ดี” จึงทำให้เครื่องแกง เครื่องปรุง เครื่องเคียง และเครื่องสารพัดเครื่อง… กระหน่ำลงไปในหม้อไฟต้มยำที่อยู่บนเตาแก๊ส (บอกให้จินตนาการถึงพ่อมดกำลังปรุงยาพิษ) ปรุงไปหัวเราะเคี๊ยก~ เคี๊ยก~ ไปเพราะกำลังสาแก่ใจที่ปรุงอาหารให้เพื่อนกิน ปรุงๆอยู่พี่คนที่ไปซื้อของด้วยตักไปให้”คนจีน”ลองกินดู

คนแผนดินใหญ่ “ช๊ต~โตะ คาไร เน๊” แต่อาการมันบอกว่าอีกแบบนึงเหอๆ

สองรูปข้างล่างนี้ใช้กล้องมือถือถ่าย…เนื่องจากขี้เกียจไปเอากล้อง DSLR มาถ่าย (กว่าจะได้ถ่ายสงสัยหมดไปครึ่งหม้อ)

ปรุงเสร็จแล้วหน้าตาออกมาอย่างนี้..... สวยงามระดับภัตรคารห้าดาว

ปรุงเสร็จแล้วหน้าตาออกมาอย่างนี้..... สวยงามระดับภัตรคารห้าดาว

ซูมเข้าไปดูสีสัน ดูไม่จืดเลย... สีบ่งบอกว่างานนี้อย่างกับฆ่าตัวตายชัดๆ

ซูมเข้าไปดูสีสัน ดูไม่จืดเลย... สีบ่งบอกว่างานนี้อย่างกับฆ่าตัวตายชัดๆ

แล้วพี่เขาก็โทรเรียกเพื่อนมากิ๊ก เอ้ย…มากิน กินกันสี่คน ข้าวหุงมาหมดหม้อเลยวุ๊ย ใครๆก็บอกว่าอร่อย!!!! จะอร่อยหรือไม่อร่อยไม่รู้ได้แต่ก็มีน้องคนนึงเขายกหม้อไปแช่ตู้เย็นเก็บไว้กินต่อพรุ่งนี้เลย (เหลือแต่น้ำก็ยังเอานะน้อง…. - -”)

ท้ายบล๊อกวันนี้เป็นของฝากให้คุณเพื่อนโลมา เนื่องจากคุณเพื่อนสงสัยว่าเน็ทไร้สายที่ญี่ปุ่นมันใช้อะไรรับสัญญาณ ทำไมได้ความเร็ว Up/down stream ได้ตั้ง 1 Gbit เต็มๆ (โหลดหนังจากที่อื่นที่เจริญแล้ว) โหลดDVDด้วยบิทมาดู ตดยังไม่ทันหายเหม็นได้ DVD มาดูแล้ว 1 แผ่น ความเร็วนี้คือโหลดจากเมกา แต่ถ้าจากไทย….ฝันไปเถอะ - -” รออีกเดือนค่อยดู ระหว่างนั้นฝันเปียกไปพลางๆก่อนแล้วกัน


เครื่องรับ-ส่งสัญญาณ เขาเอาไอ้เนี่ยมาใช้รับ-ส่งสัญญาณ กล่องทำจากโลหะคาดว่าเอาไว้ทำหน้าที่เป็นเสา อยากลองแกะดูเหมือนกันว่าข้างในกล่องมันมีอะไร… (แหม…มือบอนใช้ได้เลยเรา)

ด้านหลังของไอ้กล่องนี้มันจะมีครีบๆเอาไว้ระบายความร้อน แล้วก็มี TAG ปิดเอาไว้ (ขอเซ็นเซอร์ MAC Address กับพวก Instrument Code เพื่อความปลอดภัย) ด้านล่างของไอ้กล่องปริศนานี่ก็จะมีสายไฟต่อออกมา แล้วมัน tab สายเข้า CAT5E ยังไงไม่รู้ เพราะว่ามันโดนพันด้วยเทปพันสายไฟ

จากสายดำๆเข้าสาย CAT5E ที่สีขาวๆ ก็เดินมาที่ Set-top ตัวเล็กมาก (หัวแลนที่เอามาต่อเข้าเนี่ย มันเอาไปเสียบ router ไม่ได้ เพราะว่ามันมีแง่งกันคนมั่วเอาไปเสียบ แล้วไอ้ set-top ตัวกระเปี๊ยกเนี่ยก็มีหน้าที่เอาไว้จ่ายไฟไปที่ไอ้กล่องปริศนานอกบ้านด้วย ส่วนอีกด้านนึงเขาก็จะเอาไว้ต่อสายแลนธรรมดาเข้า PC หรือ Router ก็ได้

ถ้าเกิดคอมไม่มี Gbit Ethernet ก็ถือว่าขาดทุนไปครับ แต่ถ้าต่อเข้า Router ที่มี Gbit Ethernet แล้วยิงไปหลายๆเครื่องก็คุ้ม ความเร็วไม่ตกด้วย เนี่ยโหลดบิทไปดูหนัง(streaming)ไปคุยโทรศัพท์ผ่าน VoIP ไปก็ไม่เห็นกระตุก (ยกเว้นมันโดนหนักจริงๆถึงจะมีอาการบ้างเล็กน้อย)

ปล 1. ผมชอบสีท้องฟ้าจากกล้อง Nikon ผมชอบสีผลไม้จากกล้อง Nikon ผมชอบรูปแบบดีไซน์ของ Nikon สรุปผมเป็น Nikonian
ปล 2. รูปที่เอามาแปะผมไม่ได้ทำการตกแต่งใดๆทั้งสิ้นยกเว้นลดขนาดลง
ปล 3. อาหารมื้อนี้….ผมเสียแค่ค่ารถไฟฟ้าเท่านั้น นอกนั้นอิ่มจังตังค์อยู่ครบ
ปล 4. ขอบคุณน้องคนนึงที่ช่วยกันทำอาหาร (เขาช่วยเตรียมของอ่ะ ส่วนผมอยู่หน้าเตาแล้วก็สาดเครื่องปรุงตามใจฉัน) ตอนแรกว่าจะไม่ทำยืนให้กำลังใจอย่างเดียว ทำไปทำมาลงมือด้วยซะเลย กลัวน้องลำบากอ่ะให้ทำคนเดียวสงสัยกว่าจะได้กินเหนื่อยตายคาเตาซะก่อน พี่ช่วยแป๊ปเดียวเสร็จ
ปล 5. ข้าวแข็งไปหน่อยเพราะน้ำที่เอามาหุงข้าวน่ะ…. มันหมดขวดแล้วเหอๆ ลืมไปซื้อน้ำที่เทสโก้มาตุนไว้เลย เหอๆ

Japan 4 : เล่าเรื่องห้องเรียน

29.10.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (0)
Tags:

Entry นี้จะพาท่านผู้อ่านที่รักเยี่ยมชมห้องเรียนผมนะครับ เนื่องจากช่วงนี้การเรียนเริ่มหนักหน่วงจนหมดมุขจะเขียน (จริงๆไปเดินเก็บข้อมูลแถวๆชินจูกุกับอากิบะมานานแล้วล่ะ แต่ไม่มีมุขจะเขียนเลยขอแป๊กไว้ก่อน…

ซึ่งตอนนี้ผมก็เรียนภาษาอยู่ที่สถาบันภาษากลางเมืองโตเกียว สาเหตุที่ต้องมาแป๊กอยู่ที่นี่คือมหาลัยที่นี่การเรียนการสอนทำกันเป็นภาษาญี่ปุ่น (ถึงแม้จะมีคอร์สหลักสูตรอินเตอร์ก็ตาม แต่มันก็แพงหูดับตับใหม้ และสารพัดปัญหาอีกต่างหาก) ดังนั้นมหาลัยที่นี่จึง Require ผู้รู้ภาษาญี่ปุ่นมากกว่า

และนี้ก็คือจุดเริ่มของเรื่องราวทั้งหมดของผม ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

Tokyo Japanese Language Education Center

Tokyo Japanese Language Education Center

รูปแรก เป็นป้ายหน้าโรงเรียนผมเองครับ ด้านหลังป้ายนั่นคืออาคารซุกหัวนอนของนักเรียนสถาบันนี้ มีนักเรียนหลายเผ่ามาก ทั้งไทย จีน แอฟริกา กิมจิ บ่อน้ำมัน และเพื่อนบ้านเรา ฯลฯ

ห้องพักกับเฟอร์ที่เขามีให้ก็โอเค มีโต๊ะ เตียง ตู้ แอร์ ฮีตเตอร์ แต่ขอร้อง…ไม่อยากพาชมห้องนอนครับ เพราะมันรกสิ้นดี แต่สาวๆชาวจีนมาห้องผมเขาบอกว่าห้องผมน่ะเรียบร้อยมาก… เอ๊ะยังไง! งั้นไปดูที่เรียนกัน

เดินผ่านประตูเข้ามาทางด้่านขวาจะเจอศาลเจ้า…!!!???!?!? อุเหม่! ได้บรรยากาศไทยแลนด์จริงๆ ทำให้หายคิดถึงประเทศไทยได้เป็นครั้งเป็นคราว (แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่นที่แนบแน่นจนแทบแยกไม่ออก) แต่เดี๋ยวก่อน…! ถัดไปนั่นรูปปั้นเซียนจากประเทศจีน… เอามาตั้งคู่กันกับศาลเจ้าไทย แต่ว่า……..ด้านหลังของศาลเจ้าและเซียนคือบ้านผีสิง? ทำไมบรรยากาศบ้านมันให้เลยฟะ - -”

หันมาทางซ้ายเล็กน้อยจะเจอกับอาคารสามชั้น (จริงๆสี่ชั้นถ้ารวมชั้นใต้ดิน) ซึ่งเป็นที่เรียนของผมเองแหละ มีพรมแดงปูให้ท่านศาสดามิโกะเดินไปเรียนทุกวันแต่ผมไม่ค่อยเดินบนพรมแดงหรอก เส้นทางมันไกลกว่าเดินออกประตูหลังที่พักไปตึกเรียน

ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปในห้องเรียนลองกลับหลังหันมาทางด้านหน้าอีกทีนึงจะเจอวัด วัดจริงๆไม่ใช่ศาลเจ้าแต่อย่างใด และอย่างที่เคยบอกไว้ใน Entry แล้วว่าวัดที่นี่มีหน้าที่อย่างเดียวคือเอาไว้ฝังศพ นอกนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรแบบวัดในประเทศไทยเรา ดังนั้นเวลาเดินผ่านดึกๆให้ระวังไว้ให้ดี เหอๆ อาจจะเห็นดวงไฟลอยๆอยู่ด้านในก็ได้

เอาล่ะครับเดินเข้าห้องเรียนได้…

วันแรกที่ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องเรียน ผมนึกว่าอยู่กลางกรุงปักกิ่งซะอีก… นี่กูมาเรียนที่ปักกิ่งใช่ไหม!?

อันที่จริงแล้วตอนแรกผมก็ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคนจีนในทางที่แย่มามากมายจนกระทั่งฝังใจว่าคนจีน… เป็นที่สุดของที่สุดความไร้ระเบียบ โหวกเหวก เดินไปไหนรู้เลยว่าคนจีน… พอโดนไซโคเข้ามากๆก็ตั้งใจภาวนาอย่าให้เจอคนจีนในคลาสเรียนเลย แล้วอย่ามายุ่งกับกรูด้วยเป็นดีมาก แต่อย่างว่าล่ะครับคนเราเนี่ยหนีอะไรก็จะเจอสิ่งที่ตัวเองหนี คราวนี้ผมหนีไม่พ้นครับ โดนเข้าไปเต็มๆ คนจีนทั้งห้องเลย มีต่างชาติ(ของเขา)หลุดมาคนเดียวคือผมเอง… คิดดูคนไทยคนเดียวท่ามกลางคนจีนทั้งห้อง พอเวลาเขาพูดคุยกันก็จะเป็นเสียงในฟิลม์ครับ ไม่มีซับไตเติลแต่อย่างใด และไม่มีตัวแสดงแทน งานนี้เฉินหลงเต็มห้องเลย

เพื่อนคนไทยในรุ่นผมก็โดนแยกไปอีกห้องนึง สงสัยมากว่าพวกอาจารย์ที่ทำ Placement เนี่ยเขาคิดอะไรของเขา และคนที่ได้อยู่รวมกับคนจีนเนี่ย…ว่ากันว่าเป็นพวกภาษาญี่ปุ่นต้องเข้าขั้นเริ่ม Advance แล้ว เพราะพวกนี้ไปเร็วและไปแรงมาก ตอนแรกผมก็เซ็งชีวิต แถมท้อใจด้วย เพราะพวกนี้เด็กทุนหัวกระทิของรัฐบาลเขาส่งมาทั้งนั้น พาลคิดว่านี่กูดวงเป็นเชี่ยอะไรเนี่ย ตอนเรียนปริญญาตรีก็เจอเด็กทุนเกือบยกทั้ง Section มาร่วม 4 ปีกว่าจะจบมาได้แทบลากเลือด พอมาเรียนนี่เจออีหรอบเดียวกันอีก

แต่ทำไปทำมา… ผมว่าเรียนห้องนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะครับ เพราะถ้าอยู่ชั้นล่างๆต่ำๆ จะเจอพวกเผ่าพันธุ์บ่อน้ำมันที่มันกวนตีนเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้เป็นเชี่ยอะไรพวกนี้มันกวนตีนเข้าเส้นอย่างแรง แถมพฤติกรรมคูณสองยกกำลังสิบคนจีน(ที่ผมได้ยินมา)อีกต่างหาก พอเจอพวกนี้ผมจะหงุดหงิดมาก ถ้าเดินสวนกันผมจะไม่หลบครับ คือถ้าไม่เดินไปต่อก็จะหยุด แล้วให้มันเดินหลบผมเอง ถ้ามีเรื่องจะบอกว่าคนญี่ปุ่นเขาจะเข้าข้างคนไทยมากกว่าครับ และเขาก็ไม่ชอบพวกบ่อน้ำมันด้วย เนื่องจากกริยามารยาทพวกมัน

นอกจากชั้นเรียนผมจะไม่เลวร้ายเพราะบ่อน้ำมันแล้ว ผมพบว่าผมอยู่ในสังคมที่ดีและสร้างสรรคมากครับ ผิดคาดอย่างแรงคนจีนที่มีการศึกษาดีๆเนี่ย… มารยาทดีมาก แถมน้ำจิตน้ำใจดีด้วย ผมก็เลยกลายเป็นเนียนเข้ากลุ่มเขาเลย และนอกจากจะได้เพื่อนดีแล้วยังได้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นที่ดีด้วย แถมใจดีอีกต่างหาก

ถ่ายกับเพื่อนร่วมชั้นครับ (ที่ถ่ายกับสาวเอามาลงไม่ได้เดี๋ยวงานเข้า) อันนี้แข่งกันครับ ดูกันว่าตาใครเล็กกว่ากันเหอๆ

นี่หนมที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นซื้อมาฝาก อร่อยดีมาก

แกะห่อออกมาเป็นเค๊กอะไรซักอย่างฟูมาเชียะ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเค๊กๆหนมๆหรอก แต่ชอบกินแหละ

ลองกัดดู… ข้างในมีใส้ครีมๆด้วย หอมหวานดี อร่อยเทพ!!!!!

เอาล่ะครับหมดมุขจะเขียนต่อแล้ววันนี้ แถมตอนนี้เกือบตีสองแล้วด้วย ลองเช็คสภาพอากาศก่อนนอนตอนนี้ที่โตเกียวไม่หนาวมากแค่ตามที่เห็นในภาพเอง… และเจ้าของบล๊อกก็ใส่แค่เสื้อยืดแขนสั้นคอกลมตัวเดียวกับกางเกงอีกสองตัว (กางเกงใน+กางเกงขายาว)

ปล. ภาพถ่ายหมู่นั่นคนในภาพเขาขอให้ช่วยทำให้ภาพมันไม่ละเอียดนะครับ คิดว่าเขาคงต้องการความเป็นส่วนตัว

Japan 3 : เดินเล่นรอบๆบ้าน

25.10.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (0)
Tags:

วันนี้อากาศพอใช้ได้ ผมจะพาเดินเล่นระแวกบ้านนะครับ เพลินดีเหมือนกันอีกอย่างจะได้คุ้นเคยกับประเทศแปลกๆนี้ไวๆด้วย

ที่อยู่ผมอยู่ในตรอกเล็กๆ ถนนในตรอกซอยที่นี่ไม่ใหญ่มากนัก คนขับต้องมีฝีมือระดับเทพทีเดียว เพราะเห็นได้ว่าบางโค้งบางเลี้ยวมีการฝากร่องรอยสมรภูมิเอาไว้ด้วย

สภาตรอกซอยในญี่ปุ่น ความยุ่งเหยิงไม่ต่างกับบ้านเรานัก

สภาพตรอกซอยในญี่ปุ่น ความยุ่งเหยิงไม่ต่างกับบ้านเรานัก

ภาพด้านบนนั้นเป็นสภาพตรอกซอยที่นี่ครับ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออฟติก สายอะไรต่ออะไรพันกันนัวเนียไปหมด ความกว้างของถนนในตรอกก็จะประมาณนี้แหละครับ บางทีจะมีรถจอดทำธุระอยู่ข้างทาง ซึ่งทำให้เสียพื้นที่ความกว้างไปเกือบหมดถนน แต่กระนั้นก็ตาม… คนขับรถที่นี่เทพมากครับ แม้จะโดนบังถนน พี่แกก็ขับผ่านได้สบายอยู่แล้ว ช่องแคบระหว่างรถจอดกับรถที่แทรกผ่านไปแทบจะเท่ากล่องไม้ขีดไฟพญานาค ขับไปก็เสียวเหมือนกับพญานาคบนกล่องไม้ขีดไฟมาหายใจรดต้นคอ

ทางด้านข้างของถนนนั่นเป็นทางระบายน้ำนะครับ มีลักษณะเป็นคูน้ำเล็กๆแล้วเอาแผ่นคอนกรีตมาปิดไว้ โดยเจ้าคูเล็กๆเนี่ยจะเชื่อมต่อไปยังท่อระบายน้ำใหญ่ใต้ถนนนี่อีกทีนึง บางวันจะเห็นพนักงานรอกคูมาเปิดฝาคูตักขยะออก (ฝาคูที่ว่านี้จะอยู่ห่างเป็นระยะๆ) เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกๆ

แล้วผมก็เดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงสวนสาธารณะที่มีสนามกีฬา เนื่องจากว่าวันนี้สภาพอากาศไม่มีฝนตก พวกเด็กๆและบรรดาพ่อๆทั้งหลาย (ที่คลั่งเบสบอล) จึงพากันออกมาซ้อมเบสบอลกันครับ

สนามเบสบอลในวันที่อากาศปลอดโปร่งไม่มีฝนตก

สนามเบสบอลในวันที่อากาศปลอดโปร่งไม่มีฝนตก

คนญี่ปุ่นเป็นพวกที่ทำอะไรจริงจังมาก ถ้าพี่แกเล่นกีฬา พี่แกก็จะเล่นจริงๆจังๆ ตะโกนกันเสียงดังมาก อย่างกับพรุ่งนี้จะไปโคชิเอง

เล่นกันไม่กี่คน แต่เสียงดังอย่างกับจะไปโคชิเอง

เล่นกันไม่กี่คน แต่เสียงดังอย่างกับจะไปโคชิเอง

ช่วงนี้ของปีอากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นไม้บางต้นก็จะเปลี่ยนสีของใบเป็นสีแดงๆเหลืองๆส้มๆ ถ้าต้นไหนอ่อนแอไวต่อสภาพอากาศก็จะเปลี่ยนแปลงเร็วหน่อย วันที่ไปเดินเล่นนี้อุณหภูมิประมาณ 20 องศา (ต่ำสุด 15 องศา) แต่คนที่นี่เขาใส่เสื้อเชิตกันสบายๆนะ สงสัยพอกไขมันจากเบียร์ไว้เยอะเลยไม่กลัวหนาว

ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี บอกถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ร่วง

ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี บอกถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ร่วง

ซึ่งอันที่จริงผมไปเดินข้างนอกก็ใส่เสื้อธรรมดาๆ ไม่ได้หนาอะไรก็ไม่ค่อยหนาวนะรู้สึกเย็นสบายมากกว่า ยกเว้นถ้าเกิดมีลมพัดมาจะหนาวแบบระดับประเทศเลย ถ้าเจอลมหนาวแบบนี้ทีไรเวลากลับถึงบ้านต้องอาบน้ำร้อนนานๆหน่อยจะได้หายหนาว

อันที่จริงเขาว่าความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่างของที่นี่ชวนให้นึกถึงศัจธรรมของมนุษย์ แต่ขอร้องผมยังไม่แกขนาดนั้นเลยยังไม่อยากนึกถึงมากนัก เอาไว้อีกสี่สิบ-ห้าสิบปีค่อยว่ากัน เหอๆ

ดาดฟ้าบนหลังคาบ้านแบบญี่ปุ่น

ดาดฟ้าบนหลังคาบ้านแบบญี่ปุ่น

ถ้าเดินไปสังเกตุบ้านคนที่นี่ไป ถ้าเป็นบ้านแบบสมัยใหม่ เขาจะมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์…. ไม่ใช่ล่ะ! ลานดาดฟ้าเอาไว้ตากผ้า หรือทำกิจกรรมไว้บนหลังคาบ้านแบบนี้ แต่เห็นอย่างนั้นก็อย่าปักใจเชื่อว่าเป็นดาดฟ้าซะทีเดียวนะ เพราะบางทีมันก็เป็นระเบียงบ้านได้เหมือนกัน แต่ที่เห็นในภาพด้านบนเป็นดาดฟ้าแน่นอน เพราะไปส่องมาจากมุมสูงแล้ว (ผมไม่ใช่พวกโรคจิตชอบส่องบ้านคนอื่นนะครับ แต่นี่คือการเก็บข้อมูลมาเขียนบล๊อก)

สนามเด็กเล่นของญี่ปุ่น

สนามเด็กเล่นของญี่ปุ่น

เดินเลยมาเจอสนามเด็กเล่นของญี่ปุ่น ที่นี่ถือว่ามีเยอะมากครับ พวกสนามเด็กเล่น สนามกีฬา สวนสาธารณะ ผิดกับเมืองไทยริบลิ่วเลย แต่ตอนนี้เดินไปถึงสนามเด็กเล่นยังไม่มีลูกเต้าเหล่าใครมาเล่นกัน คิดว่าถ้ารอเย็นๆคงมีออกมาเล่น แต่…ก็ไปเจอเจ้านี่แทนเด็ก

แมวญี่ปุ่น

แมวญี่ปุ่น

แกเป็นแมวผีแห่งสนามเด็กเล่นใช่ไหม! แมวญี่ปุ่นไม่ต่างกับแมวไทยครับ หรือว่ามันจะเป็นแมวไทยที่หลบหนีมาอยู่ญี่ปุ่นกันแน่…

ที่จอดรถแบบหยอดเหรียญ

ที่จอดรถแบบหยอดเหรียญ

ในญี่ปุ่นจะมีที่จอดรถแบบนี้เยอะมาก ราคาค่าจอดก็จะแตกต่างกันตามทำเลที่ตั้ง บางทีจะแพงมากชั่วโมงล่ะ 3000 เยนก็มี ถูกสุดก็ สองชั่วโมง 1000 เยน (ถ้าใครเจอแพงกว่าหรือถูกกว่าบอกผมหน่อยนะครับ)

วัดแบบศาสนาพุทธ มีประโยชน์อย่างเดียว เอาไว้ฝังศพ...

วัดแบบศาสนาพุทธ มีประโยชน์อย่างเดียว เอาไว้ฝังศพ...

เดินมาเจอวัดแบบศาสนาพุทธ วัดในญี่ปุ่นไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก หน้าที่และประโยชน์ของวัดจริงๆคือ เอาไว้ฝังศพเท่านั้น นอกนั้นแทบไม่มีกิจกรรมอะไรเลย เนื่องจากคนญี่ปุ่นนับถือลัทธิชินโต และใช้ชีวิตแบบคริสเตียน (อ่านแล้วมันค้านๆกันแฮะ) เอาเป็นว่าที่นี่ศาสนากับลัทธิความเชื่อปนกันยุ่งเหยิงได้ใจทีเดียว เหมือนกับว่าเป็นการเอาของที่ตัวเองชอบจากสิ่งนึงมารวมกับของที่ชอบอีกสิ่งนึงจนกลายเป็นอะไรที่มันยุ่งยิ่งไปหมด

ปั๊มน้ำมันต่างชาติในญี่ปุ่น

ปั๊มน้ำมันต่างชาติในญี่ปุ่น

เดินมาจนมืดค่ำ (จริงๆแล้วที่นี่มืดเร็ว ห้าโมงเย็นก็มืดแล้ว) จนมาทะลุถนนอีกเส้น ก็เจอปั้มน้ำมัน ซึ่งปั้มนี้ไม่มีเทพเจ้าซิ่งสายฟ้าแน่นอน เพราะเทพเจ้าซิ่งสายฟ้าทำงานพาร์ทไทม์อยู่ ENEOS ไม่ใช่ SHELL เหอๆๆ

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่นี่ปัจจุบันถือว่าไม่แพงครับ เทียบกับรายได้ของคนมีรถแล้วยังสบายกระเป๋า แต่ถ้าคนไทยจะขับรถที่นี่คงต้องคิดหนักหน่อยจะเติมน้ำมันแต่ละที

นี่คืออีกา นกที่พบเห็นได้มากและดากดื่นที่ญี่ปุ่น

นี่คืออีกา นกที่พบเห็นได้มากและดาษดื่นที่ญี่ปุ่น

มืดค่ำแล้วขอเดินกลับบ้านแวะซื้อข้าวกล่องไปนั่งกินแล้วเล่นเน็ทดีกว่า เจอกันคราวหน้าครับ

Tokyo Japanese Language Education Center

Japan Education Exchange and Services - Shinjuku Office

ภาพด้านบนนี้เป็นที่เรียนของผมนะครับเนี่ย… เป็นหน่วยงานในสังกัดของ JASSO (Japan Student Service Organization) เป็นหน่วยงานราชการของญี่ปุ่น http://www.jasso.go.jp

Japan 3 : Japan Railway ภาคสอง

23.10.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (0)
Tags:

สำหรับเรื่อง Japan Railway นั้นคราวที่แล้วเล่าไปยังไม่จบนะครับ เพราะกลัวว่าคนอ่านจะเบื่อกันถ้าเขียนต่อกันยาวจนเกินไป เลยตั้งใจว่าจะตัดเป็นช่วงๆจะดีกว่า เรามาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ

หลังจากที่ลงจากรถไฟฟ้าขนส่งผู้โดยสารระหว่างท่าอากาศยานนาริตะกับตัวเมืองที่สถานีชินจูกุแล้ว ผมก็เดินเป็นบ้าหอบฟางไปยังชานชลาที่ระบุไว้ในตั๋วโดยสารเพื่อเปลี่ยนขบวนรถไปสถานีโอคุโบะ ซึ่งถ้ามาแรกๆอาจจะงงกับหมายเลขชานชลาได้ แต่ไม่ต้องห่วงถ้าเกิดว่าไปไม่ถูกให้มองหาป้ายที่เขียนว่า Route Find ซึ่งจะมีเครื่องค้นหาเส้นทางตั้งไว้อยู่ลักษณะจะเหมือนกับเกมตู้เล็กๆตามห้างสรรพสินค้า โดยเจ้าเครื่องนี้จะบอกเราว่าต้องไปที่ชานชลาไหน แล้วจะไปต่อยังไงอย่างละเอียด ซึ่งถ้าค้นหาเจอแล้วก็สามารถสั่งพิมพ์ออกมาได้(ฟรี)

ภาพถ่ายที่ทางเดินผู้โดยสารสถานีชินจูกุ

ภาพถ่ายที่ทางเดินผู้โดยสารสถานีชินจูกุ ด้านบนจะมีป้ายบอกทางว่าชานชลาที่ต้องการจะไปอยู่ทางไหน ส่วนปากทางเดินขึ้นชานชลานั้นจะมีหมายเลขกำกับอยู่ที่ปากทาง

เมื่อขึ้นไปถึงชานชลาแล้วก็ให้รอรถไฟหลังเส้นเหลือง ถ้ามีแถวก็ให้ต่อแถว หากใครเปรี้ยวตีนทำตัวเกรียนเทพแซงคิวก็ต้องวัดดวงว่า จะโดนคนอื่นรุมด่าหรือเปล่า ซึ่งผมก็เคยเจอเกรียนเทพชาวญี่ปุ่นแซงคิวมาแล้ว ได้แต่มองตาปริบๆเพราะไวมาก… จะด่าก็ด่าไม่เป็นจำใจต้องเก็บความแค้นไว้ก่อน (เจอกันคราวหน้า ชิเน้ ชิเน้)

เมื่อขึ้นไปแล้วก็ให้หาโลกส่วนตัวของท่านได้เลย ชนชาตินี้ร้อยละ 90% จะเป็นพวก… ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แต่สมมุติว่าอยู่มือถือท่านดังขึ้นมาบนรถไฟฟ้า ท่านจะโดนคนทั้งขบวน(ที่ได้ยินเสียง)รุมประนามหยามเหยียด ด้วยสายตาไม่พอใจและดูแคลนเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นถ้าท่านขึ้นรถไฟฟ้าให้ปิดเสียงโทรศัพท์ซะ จะคุยก็ไม่ได้เพราะไม่สุภาพและรบกวนชาวบ้านเขา ซึ่งถ้าสังเกตุรอบๆก็จะมีแต่คนใช้มือถือจิ้มข้อความส่งให้กันบนรถไฟ

นี่คือรถไฟฟ้าแบบที่ใช้วิ่งในท้องถิ่น (local line) เป็นรถสาย Chu-O line

นี่คือรถไฟฟ้าแบบที่ใช้วิ่งในท้องถิ่น (local line) เป็นรถสาย Chu-O line

เมื่อจะถึงสถานีต่างๆจะมีเสียงประกาศชื่อสถานี้เป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อถึงสถานี้ที่ต้องการไปก็ลงจากรถ แล้วเดินไปที่ทางออกก็จะเจอเครื่องตรวจตั๋ว ให้ใส่ตั๋ว(หรือทาบบัตร) จากนั้นก็เดินผ่านประตูไปเลย

แต่ว่า! ถ้าเกิดโดยสารมาเกินราคาระยะทางในตั๋วล่ะ? อันนี้ไม่ต้องตกใจที่แถวๆทางออกจะมีเครื่องปรับราคาตั๋วอยู่ให้เดินไปหาเครื่องนี้ แล้วทำตามคำแนะนำของเครื่อง (ขออภัย ไม่เคยนั่งเกินและบัตรเติมเงินก็ไม่เคยเงินหมด)

เครื่องปรับราคาค่าโดยสารเกินระยะทาง หากนั่งเกินมาจากราคาตั๋วก็ให้ใช้เครื่องนี้จ่ายส่วนต่าง แต่ถ้านั่งไม่ถึงราคาตั๋วก็ต้องยอมขาดทุนเดินผ่านเครื่องรับตั๋วที่ทางออกไป (ไม่มีจ่ายคืน)

เครื่องปรับราคาค่าโดยสารเกินระยะทาง หากนั่งเกินมาจากราคาตั๋วก็ให้ใช้เครื่องนี้จ่ายส่วนต่าง แต่ถ้านั่งไม่ถึงราคาตั๋วก็ต้องยอมขาดทุนเดินผ่านเครื่องรับตั๋วที่ทางออกไป (ไม่มีจ่ายคืน)

หลังจากออกทางสถานี้ ผมก็เดินเท้าเป็นบ้าหอบฟางไปตามถนนมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษา ซึ่งก็ไม่ได้มุ่งหน้าสู่พระอาทิตย์อันใด แถมวันที่มานี่ฝนตกอีกต่างหากต้องกางร่มแล้วหอบข้าวของพะลุงพะลัง อนาถตัวเองจริงๆ

ตารางรถไฟฟ้าเข้าออกสถานี้ ป้ายจะระบุข้อมูลต่างๆของขบวนรถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าจะเข้าตรงเวลาเป๊ะ

ตารางรถไฟฟ้าเข้าออกสถานี้ ป้ายจะระบุข้อมูลต่างๆของขบวนรถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าจะเข้าตรงเวลาเป๊ะ

อ่อ เกือบลืมบอกไปอย่างว่า รถไฟที่นี่เข้าออกตรงเวลามากครับ จากประสพการณ์ตรงของผมเองเลย คือถ้ารถไฟเกิดวิ่งมาเร็วเกินไปจนมาถึงสถานี้ก่อนเวลาเทียบชานชลา รถไฟจะหยุดก่อนเข้าชานชลาครับ และถึงล้ำเข้ามาในชานชลาแล้วก็จะไม่เปิดประตูให้คนขึ้นหรือลง จนกว่าจะได้เวลาเข้าสถานีถึงจะค่อยๆขยับเข้ามาเทียบจุดจอดในสถานีแล้วเปิดประตูให้ผู้โดยสารขึ้น-ลง

รางรถไฟของญี่ปุ่นจะกว้างกว่าของเมืองไทย โดยจะกว้างประมาณ 1.345 เมตร การจ่ายไฟฟ้าให้กับขบวนรถไฟจะทำผ่านทางสายไฟฟ้าที่พาดอยู่ด้านบน ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง(ปลอดภัยกว่า) รางด้านในสำหรับรถท้องถิ่น รางด้านนอกออกไปเป็นรางรถด่วนต่างๆ

รางรถไฟของญี่ปุ่นจะกว้างกว่าของเมืองไทย โดยจะกว้างประมาณ 1.345 เมตร การจ่ายไฟฟ้าให้กับขบวนรถไฟจะทำผ่านทางสายไฟฟ้าที่พาดอยู่ด้านบน ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง(ปลอดภัยกว่า) รางด้านในสำหรับรถท้องถิ่น รางด้านนอกออกไปเป็นรางรถด่วนต่างๆ

ก่อนจากจะบอกว่า จริงๆแล้วคนญี่ปุ่นเองก็จำไม่ได้หรอกว่ารถสายไหนไปไหนต้องต่อรถยังไงถ้าไม่ได้นั่งประจำ ดังนั้นทุกสถานีจะมีแผนที่บอกไว้ที่หน้าเครื่องขายตั๋วครับ แล้วก็จะมีบอกว่าต้องใส่เงินเท่าไหรเพื่อซื้อตั๋วไปสถานีนั้นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีพวกแผ่นพับต่างๆที่แจกฟรีตามสถานีด้วย

แผนที่เดินรถไฟของ JR (Click ที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

แผนที่เดินรถไฟของ JR (Click ที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

สำหรับข้อมูลรถไฟฟ้า JR ให้ลองเข้าไปดูที่ http://www.jreast.co.jp มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ

Japan 2 : Japan Railway

19.10.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (0)
Tags:

จากตอนที่แล้วผมได้มาถึงประเทศญี่ปุ่น และผ่านแดนเข้ามาเหยียบแผ่นดินเมื่อเวลาประมาณ 7:00 เห็นจะได้ ด้วยเหตุว่า สัมภาระที่นำมาจากเมืองไทยนั้นมีกระเป๋าหลายใบแค่กระเป๋าเสื้อผ้าก็หนาวใจแล้ว ยังมีกระเป๋าโบกุ(เกราะเคนโด้) ชิไน(ดาบไม้ไผ่) และก็ยังมีกระเป๋าโน๊ตบุ๊ก กล้องถ่ายรูป เอกสาร และถุงของฝาก

เนื่องจากสัมภาระมากมายขนาดนี้การจะขนขึ้นรถไฟฟ้านั้นคงจะทุลักทุเลไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นการรบกวนชาวบ้านชาวช่องเขาอีก ดังนั้นผมจึงเลือกใช้บริการแมวดำขนส่ง สำหรับรายละเอียดการบริการนั้นสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ของบริษัทได้เลย http://www.kuronekoyamato.co.jp

หลังจากลงทะเบียนขนส่งของเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินลงชั้นใต้ดินของสนามบินเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้า JR เมื่อเดินลงมาตามทางก็จะได้เห็นออฟฟิสขายตัวของ JR ไม่ต้องกลัว พนักงานสามารถสื่อสารกับคุณเป็นภาษาอังกฤษ (และญี่ปุ่นพร้อมๆกัน) ได้แน่นอน ให้บอกสถานที่ต้องการจะไป (อย่าลืมบอกว่าขบวนนาริตะ เอกซ์เพรส) ค่าบริการผมจำไม่ได้แล้ว คร่าวๆน่าจะประมาณ 3,000 Yen ซึ่งบา่่งกรณีนักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋วแบบเหมา 7 วันซึ่งเรียกว่า JR Pass ได้เลย แม้ราคาจะสูงมากแต่ถ้าเป็นกรณีนักท่องเที่ยวจะประหยัดมากมาย

พอซื้อเสร็จแล้วตั๋วที่ได้รับมาจะเป็นกระดาษอ่อนๆ เอาไว้ใส่ในเครื่องตรวจตั๋ว การใส่จะเอามุมไหนด้านไหนใส่เข้าไปได้เหมือนกัน สุดท้ายเมื่อผ่านประตูมาแล้วก็มานั่งรอรถไฟที่ระบุไว้ในตั๋วที่ชานชลา

เมื่อรถไฟมาถึงแล้วก็ขอให้ขึ้นและนั่งให้ตรงที่นั่งด้วย เนื่องจากที่นั่งอื่นๆนั้นอาจถูกจองโดยผู้โดยสารคนอื่นแล้ว การเดินทางจากสนามบินนาริตะเข้าสู่งตัวเมืองสถานีชินจูกุจะใช้เวลาประมาณ 50 นาที ขบวนรถ N’EX นี้เป็นขบวนรถด่วนจะจอดเฉพาะสถานีสำคัญๆ ถ้าเป็นสถานีเล็กๆจะไม่จอด และถึงแม้ว่าชื่อจะมีคำว่า Express แต่ก็วิ่งช้าพอสมควร

ภายในขบวนโดยสารของ N’EX ด้านบนจะมีช่องเก็บสัมภาระ หากมีสัมภาระมาเยอะก็แบ่งใส่ช่องนี้ได้ (และไม่ควรลืม แม้ประเทศนี้จะมีเปอร์เซนต์การได้ของคืนมากที่สุดก็ตาม) เมื่อถึงสถานีต่างๆที่รถจะจอดจะมีประกาศเตือนทุกสถานี โดยจะมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบลงสถานีชินจูกุที่สุดเพราะเป็นสถานีใหญ่ สามารถเปลี่ยนเส้นทางไปสายอื่นๆในระบบ JR ได้ง่าย ภาพด้านล่างเป็นทางเดินไปชานชลาต่างๆในสถานี้ชินจูกุนะครับ

เมื่อถึงสถานีที่หมายก็ขนสัมภาระลงได้เลย หากต้องการจะเปลี่ยนคันรถก็ให้เดินไปยังชานชลาหมายเลขทีระบุไว้ในตั๋วอีกใบ (ตั๋วอีกใบจะได้รับตอนที่ซื้อตั๋ว N’EX หากระบุสายลงที่อยู่นอกเส้นทาง N’EX) หากไม่ต้องการก็เอาตั๋วกระดาษที่รับมาตอนเดินเข้าชานชลารถไฟที่สนามบินสอดลงในช่องรับตั๋วที่เครื่องตรวจ จากนั้นก็เดินผ่านเครื่องออกมาได้เลย

ยังไม่จบเรื่องรถไฟฟ้านะครับ วันหลังจะมาต่อเรื่องรถไฟฟ้า Local ที่ผมนั่งอยู่บ่อยๆ

Japan 1 : Yokoso! Japan

19.10.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (1)
Tags:

สวัสดีครับทุกท่าน เราขอเริ่มการเดินทางสู่ประเทศหมู่เกาะทางตะวันออกที่มีอัตราการเจริญเติบโตและเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกกันเลยนะครับ

เที่ยวบินที่ผมใช้บริการเป็นเที่ยวบินของการบินไทยออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 22:10 นาฬิกาตามเวลาประเทศไทย และจะถึงสนามบินนาริตะเวลาประมาณ 6:20 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจาก Check-in และตรวจสอบเอกสารเดินทางที่จุดตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ทางด้านในอาคารพักผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมินั้น จะมีร้านค้ามากมายซึ่งเป็นร้านค้าปลอดภาษีให้ผู้โดยสารในสนามบินได้จับจ่ายกัน ซึ่งร้านค้าเหล่านี้นั้นรับเงินสกุลสำคัญๆของโลก ดังนั้นหากผู้โดยสารไม่มีเงินสกุลบาทติดตัวมาด้วยก็ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถใช้เงินสกุลอื่นทดแทนได้ตามอัตราแลกเปลี่ยน (สมชื่อสุวรรณภูมิจริงๆ)

เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้า(ออก)เมืองแล้ว ก็จะพบกับรูปปั้นสถาปัตยกรรมแบบไทยตั้งเด่นคอยต้อนรับและอำลานักท่องเที่ยว

หลังจากจับจ่ายซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้โดยสารก็จะต้องเดินผ่านช่องตรวจสัมภาระ เพื่อหาสิ่งต้องห้ามต่างๆที่ติดตัวมา (ตามระเบียบการบินใหม่หลังเหตุ 911 ที่อเมริกา ได้กำหนดไว้ว่า ห้ามนำของเหลวติดตัวขึ้นเครื่อง ห้ามพกพาสิ่งของที่สามารถเป็นอาวุธขึ้นเครื่อง เช่น น้ำดื่ม น้ำหอม เครื่องสำอางที่เป็นเจล มีดพก อาวุธปืน สิ่งเทียมอาวุธต่างๆ) หากมีสิ่งของต้องห้ามทางเจ้าหน้าที่ก็จะให้ผู้โดยสารทิ้งตรงจุดตรวจนั้น

และก็เดินมาถึงจุดตรวจ Passport และ Boarding pass ของการบินไทย ณ จุดนี้เป็นการตรวจเอกสารครั้งสุดท้ายก่อนเดินขึ้นเครื่องและล่ำลาเมืองไทย เมื่อผ่านจุดนี้แล้วจะมีเก้าอี้ให้นั่งรอประตูเครื่องเปิด และจะมีห้องน้ำให้เข้าใช้บริการได้ ขอแนะนำให้ทำธุระให้เสร็จเรียบร้อยก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากการเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินนั้นยุ่งยากและไม่สะดวกสบายอย่างยิ่ง

เมื่อประตูเครื่องเปิดก็เดินขึ้นเครื่อง และไปนั่งยังตำแหน่งที่ระบุไว้บนตั๋ว(หรือ Boarding pass) เมื่อเครื่องขึ้นและบินเป็นแนวขนานกับโลกและมีการแสดงการใช้งานอุปกรณ์ฉุดเฉินส่วนบุคคลแล้วพนักงานต้อนรับก็จะเริ่มเสริฟอาหารว่างและน้ำ เมื่อรับประทานเสร็จแล้วซักพักก็จะได้เวลานอน ขอแนะนำให้นอนให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหา Jet-lag ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่เดินทางข้างโซนเวลามาเกินสองชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ (แม้ว่าญี่ปุ่นจะอยู่ในเขตสองชั่วโมงผมก็แนะนำให้นอนพักซะจะดีกว่า)

เมื่อเครื่องบินมาถึงน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเวลาประมาณตีห้ากว่าๆ หากฟ้าเปิดอากาศดีพระอาทิตย์จะมาต้อนรับผู้โดยสารที่นั่งด้านทิศตะวันออก กัปตันจะปลุกผู้โดยสาร พนักงานบริการบนเครื่องก็จะเสริฟอาหารเช้า จนกระทั่งเสร็จสิ้นและเก็บภาชนะเรียบร้อยแล้วก็จะมีการแจกเอกสารเข้าเมืองให้กับผู้โดยสารกรอกและยื่นที่จุดตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกันนั้นก็จะมีการแนะนำการผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งต้องมีการสแกนลายนิ้วมือ และถ่ายรูปเก็บไว้

พอเวลาประมาณ 6:30 เครื่องบินลงจอดและเทียบกับอาคารผู้โดยสารแล้ว จึงเดินไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง ขอให้ทำอย่างที่ทางสายการบินได้อธิบายไว้ก่อนลงจอด หลังจากผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็ให้ไปยังสายพานรับกระเป๋า ซึ่งกินเวลาไม่นานนักกระเป๋าก็จะถูกโหลดออกมา เมื่อรับกระเป๋าแล้วก็ต้องเดินผ่าน Customs หรือศุลกากร เพื่อตรวจสิ่งของที่นำเข้ามาในญี่ปุ่นว่ามีสิ่งผิดกฎหมายหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ผ่านได้และเดินเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เลย แต่ถ้ามีก็จะโดนเชิญไปผ่านพิธีการทางศุลกากร

หลังจากผ่านพิธีการทั้งหมดก็ Yokoso! Japan ครั้งหน้าจะมาว่ากันเรื่องการนั่งรถไฟฟ้าจากสนามบินเข้าเมืองครับ ที่นี่เป็นประเทศที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้สะดวกสบายจริงๆ

Hello world!

17.10.08 / Uncategorized / Author: admin / Comments: (0)

สวัสดีครับทุกคน ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บบล๊อกส่วนตัวผมนะครับ