06.12.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (1)
Tags: JAPAN, Shopping, Travel
จริงๆแล้วเรื่องไปเที่ยวคามาคุระผมเขียนไว้ได้ซักนานนึงแล้วล่ะ แต่พอดีเกิดอุบัติเหตตอนเขียนทำให้ข้อมูลที่รวบรวมและเขียนไว้หายไปหมด จนต้องดองไว้เขียนใหม่
สำหรับการไปเที่ยวคามาคุระในครั้งนี้เป็นทริปทัศนศึกษา (見学 - けんがく - kengaku) ของที่เรียนภาษาญี่ปุ่นครับ ข้อมูลเรื่องการใช้จ่ายต่างๆผมจึงไม่มีข้อมูลมาบอกเลยว่าค่าใช้จ่ายแต่ล่ะที่นั้นตกอยู่ที่ประมาณเท่าไหร แถมแวะแต่ล่ะที่ก็มีเวลา่ทัวร์แค่ที่ล่ะ 30 นาทีโดยประมาณทั้งเท่านั้น ทำให้เวลาเก็บข้อมูลไม่พอ
เรื่องการไปเที่ยวครั้งนี้ผมขอแบ่งเป็นตอนๆซักสองตอนนะครับ เพื่อจะไม่ยาวจนเกินไป เริ่มกันเลย… 行きましょう!
การเดินทางนั้นเราเดินทางด้วยรถบัสนำเที่ยวครับ การเดินทางโดยรถบัสนำเที่ยวนี้ดีอยู่อย่างนึงคือ เราไม่ต้องขับรถเองทำให้มือสามารถหยิบกล้องมาถ่ายรูปได้ แถมก่อนถึงสถานที่ต่างๆนั้นไกด์นำเที่ยวก็จะบอกว่าอีกซักพักเราจะผ่าน……แล้วนะคะ แล้วก็เล่าว่าที่ที่จะผ่านนั้นมีชื่อเสียงยังไง ถ้าถูกใจก็เตรียมกล้องขึ้นมาถ่ายรูปได้เลย
รถบัสวิ่งออกจากเขตชินจุกุ ขึ้นทางด่วนแล้ววิ่งปุเรงปุเรงไปเรื่อย ระหว่างทางก็ได้ฟังไกด์นำเที่ยวโม้ไปเรื่อย จนรถวิ่งมาถึงโตเกียวเทาว์เวอร์ เลยหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ จริงๆถ่ายมาหลายภาพล่ะ แต่มุมนี้สวยที่สุด

โตเกียวเทาว์เวอร์
โตเกียวเทาว์เวอร์เนี่ย จริงๆแล้วเป็นหอคอยสื่อสารไว้สำหรับส่งสัญญาณทีวีกับวิทยุนะ แต่มีส่วนชมวิวไว้บริการให้คนที่สนใจขึ้นลิฟท์ขึ้นไปเที่ยวชมวิวรอบๆกรุงโตเกียว หอโตเกียวเนี่ยความสูงทั้งหมดก็ 333 เมตร
A Christmas Carol download
The Story of Ruth ipod (จริงๆแล้วแค่ 332.6 เมตร แต่ปัดเศษเอา) ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย Mr.Tachu Naitou ส่วนการออกแบบโครงสร้างทำโดยบริษัท นิคเคน เซย์เคย์ (Nikken Seikei Ltd.) ผู้ดำเนินการก่อสร้างคือบริษัททาเคนะคะ (Takenaka Corporation) และด้วยเวลาก่อสร้างเพียงแค่ 1 ปีกับเงินลงทุนในสมัยนั้นเป็นจำนวนเงินถึง 2,800 ล้านเยน ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากสำหรับประเทศที่ต้องชดใช้เงินค่าปฏิกรรมสงคราม หลังจากการเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปีค.ศ. 1958 จากหอคอยเหล็กกล้าทาสีแดงก็กลายเป็น Landmark ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก Curly Sue movie มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมมากมาย ผลที่ได้รับนั้นสูงกว่าเงินที่ลงทุนไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากผ่านหอคอยโตเกียวมาซักพักนึงบนทางด่วนเราก็จะพบกับสะพานสายรุ้ง (Rainbow Bridge) ที่ทอดตัวระหว่างอ่าวโตเกียว

Rainbow Bridge (สะพานสายรุ้ง)
สะพานสายรุ้งนี้เป็นสะพานสองชั้นครับ ด้านล่างเป็นทางหลวงธรรมดา ส่วนด้านบนเป็นทางด่วน มีเส้นทางรถไฟ ความยาวตัวสะพานทั้งหมดรวมแล้ว 570 เมตร Romeo Is Bleeding film
สร้างเสร็จในปี 1993 โดยคาวาซากิ เฮฟวี่ อินดัสทรี่ (Kawasaki Heavy Industry) กับเหล็กน้ำหนักรวม 45,500 ตัน สะพานนี้เชื่อมต่อเขตชิบะอุระกับโอไดบะ ตัวสะพานทาด้วยสีขาว ตามสายเคเบิลโยงสะพานประดับด้วยหลอดไฟสีต่างๆที่ใช้พลังงานสะสมจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน

อ่าวโตเกียวด้านทิศเหนือ มุมมองจากบนสะพานสายรุ้ง
ด้านบนของสะพานจะมีสองช่องทางเดินสองฝั่ง ด้านเหนือกับด้านใต้ ทางด้านเหนือจะมองเห็นชายฝั่งอ่าวโตเกียวและตัวเมือง ส่วนทางด้านใต้จะเห็นผืนทะเลของอ่าวโตเกียว ถ้าในวันอากาศดีท้องฟ้าเปิดเราจะเห็นภูเขาไฟฟูจิทางด้านทิศใต้ของสะพาน Miami Vice full
ด้วย สำหรับสะพานสายรุ้งนี้ไม่อนุญาตให้รถจักรยานและมอเตอร์ไซค์สัญจรผ่าน
ครับ
รถบัสนำเที่ยววิ่งบนทางด่วนจนเกือบเข้าเมืองโยโกฮาม่า ทางด้านทิศใต้จะมองเห็นภูเขาไฟฟูจิครับ วันนี้ท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆบังเลยมองเห็นแต่ไกล
ภูเขาไฟฟูจิเมื่อมองจากทางด่วน
ภูเขาไฟฟูจิ (富士山 - ふじさん - Fujisan) เป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตแต่มีความเสี่ยงต่ำในการประทุ
Drop Zone full Extremities dvd
Bangkok Dangerous ยอดเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 3,776 เมตร ยอดภูเขาไฟมีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี อุณหภูมิต่ำสุด -38 องศาเซลเซียส สูงสุด 17.8 องศาเซลเซียส

โรงงานอุตสหกรรมในโยโกฮาม่า
พอรถวิ่งเข้าเมืองโยโกฮาม่า บนทางด่วนเราก็จะได้พบกับโรงงานอุตสหกรรมตลอดทาง โดยโรงงานอุตสหกรรมจะมีครบทุกชั้น อุตสหกรรมหนัก อุตสหกรรมกลาง อุตสหกรรมเบา จนไปถึงอุตสหกรรมไฮเทค Jumper ipod ทุกอย่างจะมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนี้ เพราะโยโกฮาม่าเป็นเมืองท่าสำคัญสินค้าต่างๆจึงมีกิจกรรมน้อยลง ประหยัดต้นทุนมากขึ้น
โรงงานส่วนใหญ่จะผลิตชิ้นส่วนสำคัญ แล้วส่งออกไปประกอบในต่างประเทศ ส่วนชิ้นส่วนที่มีความสำคัญรองลงมาก็จะทำในต่างประเทศได้ เป็นการปกป้อง Know how อย่างนึง
ส่วนโรงงานอื่นที่ทำสินค้าจำเป็นก็จะตั้งอยู่ในประเทศเพื่อผลิตสินค้าไว้ใช้ในประเทศ เช่นโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งกลั่นในประเทศจะถูกกว่า
ถ้าใครมาบอกว่าญี่ปุ่นไม่มีโรงงานอุตสหกรรมหนักที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ก็อย่าไปเชื่อเขานะครับ ที่นี่มีครบแต่ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเขาดีมาก น้ำจากโรงงานสามารถเอาไปใช้งานต่อได้

建長寺 (Kenjou-ji) - วัดเคนโจ (คามาคุระ)
รถวิ่งไปซักพักก็ถึงเขตคามาคุระแล้ว คามาคุระจะอยู่ในเมืองคะนะงะวะ จะมาเล่าต่อในตอนต่อไปครับ
29.02.08 / JAPAN / Author: admin / Comments: (5)
Tags: JAPAN, Shopping, Travel
หลังจากที่นั่งรถบัสกันมาจนก้นชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราคณะทัวร์ต่างชาติก็มาถึงคามาคุระ สถานที่แห่งแรกที่จะเข้าไปเยี่ยมชมคือ วัดเคนโจ-จิ (建長寺 : Kenchō-ji)

建長寺 (Kenjou-ji) - วัดเคนโจ
วัดเคโจนี้ถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งของจักรพรรดิโกฟุคาคุสะ แล้วเสร็จในปีคศ.1253 เป็นวัดพุทธนิกายเซน ภาพถ่ายด้านบนคือภาพประตูทางเข้าด้านหน้า ชื่อประตู Sanmon
เมื่อเดินผ่านประตูด้านหน้าเข้ามาจะพบกับหอระฆังตั้งอยู่ด้านหน้าสุด หอระฆังนี้สร้างขึ้นเมื่อราวๆปี ค.ศ.1255 ตอนนี้กลายเป็นสมบัติของชาติไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนเราจะเข้าไปข้างในได้ต้องแวะซื้อตั๋วก่อน สำหรับตั๋วก็ราคา 300 เยนสำหรับผู้ใหญ่ (แต่กรณีพวกเราที่มาในคราวนี้เข้าฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ในภาพอาคารที่อยู่ตรงข้ามกับอาคารขายตั๋วคือที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก หลังจากเดินชมวัดแล้วก่อนกลับก็เลือกดูของที่ระลึกได้

หอระฆังบอนโจ วัดเคนโจ
หอระฆังนี้โครงสร้างทำจากไม้เนื้อแข็งทั้งหมด มีเพียงแผ่นหลังคาที่ทำจากกระเบื้องดินเผา ตั้งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ปีค.ศ.1255
รูปปั้นพระพุทธเจ้าในวัดเคนโจ
เดินเลยหอระฆังเข้าไปจะเจออาคารเก่าสร้างจากไม้อยู่สองหลังข้างในจะมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ สำหรับอาคารด้านหน้าจะเป็นดังภาพด้านบน ส่วนอาคารด้านหลังจะเป็นดังภาพด้านล่าง
เดินเลยอาคารสองหลังไปจะเจอกับอาคารชื่อโฮโจ เป็นโถงกว้างไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ และเอาไว้นั่งสมาธิ
ด้านหลังของโฮโจจะเป็นสวนเซน มีสระน้ำที่มีชื่อเรียกว่า ชินจิ อิเคะ สวนนี้จัดตกแต่งแบบเซน

ภาพเจ้าของเว็บถ่ายคู่กับสวนเซน วัดเคนโจ

เดินกันยังไม่ทันไร ครบสามสิบนาทีแล้ว ได้เวลาย้ายที่ไปสถานที่ถัดไป…
สถานที่ถัดไปคือวิหารทสึรุงะโอะกะ ฮะจิมัน (鶴岡八幡宮 : Tsurugaoka Hachiman-gū)
สร้างเพื่อถวายแก่จักรพรรดิโอจิน จักรพรรดินีจินกุ และเจ้าหญิงฮิเมะ เป็นศาลเจ้าตามลัทธิชินโต สร้างเมื่อปีค.ศ.1063 ต่อมาโชกุนมินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะได้ย้ายจากไซโมคุสะมาตั้ง ณ ตำแหน่งปัจจุบันในปีค.ศ.1191 และอัญเชิญเทพฮาจิมัน ซึ่งเป็นเทพแห่งสงครามมาที่ศาลเจ้า เพื่อปกปักรักษาวงศ์ตระกูล

วิหารเทพฮาจิมัน
เมื่อเดินผ่านประตูโทริอิของศาลเจ้าชินโตเข้ามาก็จะพบกับลานกว้าง ทางด้านซ้ายมือก่อนเข้าสู่เขตศาลเจ้าจะมีที่ชำระล้างร่างกายก่อนเข้าศาลเจ้า เมื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีแล้วก็เดินต่อไปด้านหน้าผ่านประตูหลักของศาลเจ้าเข้าไป
ก่อนขึ้นศาลเจ้าเพื่อของเจ้าของเว็บได้ขอถ่ายรูปกับเด็กๆที่มาศาลเจ้า เจ้าของเว็บก็ใจดีถ่ายให้ แต่การเอามาลงเว็บนั้นไม่ได้ขออนุญาตเพื่อนจึงขอทำตามกฎหมายญี่ปุ่นด้วยการเซนเซอร์ใบหน้า

ทางเดินขึ้นศาลเจ้า(วิหารเทพ)
ถ่ายเสร็จแล้วจึงเดินไปที่ทางขึ้นวิหารเทพ… เห็นบันไดแล้วก็อยากจะถอดใจ แต่พอดีเห็นมิโกะเดินแว๊บๆอยู่ข้างบนเลยมีพลังฮึดขึ้นมา

ประตูเข้าวิหารเทพฮะจิมัน
เดินขึ้นมาจนถึงด้านบนจนได้ แต่มิโกะที่เดินแว๊บๆตะกี๊หายไปไหนแล้วไม่รู้ เราก็เลยได้แต่เดินวนไปวนมาถ่ายรูปโน้นนี่ไปเรื่อย

เนื่องจากคณะเพื่อนๆไม่ใช่คนญี่ปุ่น และภาษาญี่ปุ่นของเพื่อนก็ไม่แข็งแรงพอที่จะถามคนญี่ปุ่นได้ว่าอะไรเป็นยังไง ต้องทำยังไง จึงเป็นหน้าที่เจ้าของเว็บในการอธิบายเรื่องความเชื่อต่างๆ และวิธีการต่างๆในศาลเจ้าเป็นภาษาอังกฤษ สรุปว่าวันนี้เท่ห์มากเป็นไกด์ไปเลย

ภาพหลังคาศาลเจ้าของญี่ปุ่น ทางลงจากวิหารเทพฮะจิมัน
หลังจากเดินอธิบายไป ถ่ายรูปไปก็จวนจะได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว จึงเดินลงจากวิหารเทพฮะจิมันด้วยบันไดด้านข้าง เห็นภาพหลังคาศาลเจ้าซ้อนๆกันสวยดีเลยถ่ายภาพมา พอเดินลงมาก็จะเจอสวนเลยวานให้เพื่อนถ่ายรูปให้ แต่เจ้าของเว็บเป็นผู้ไม่มีบุญวาสนาเรื่องการให้คนอื่นถ่ายภาพให้ ภาพส่วนใหญ่จึงออกมาไม่สมประกอบ คือไม่ตัวเล็กก็ภาพมืดหรือสว่างไป ไม่ก็เงาอะไรบังหน้า หรือไม่ก็โดนถ่ายแบบซูมจนเห็นสิวบนใบหน้า ภาพถ่ายส่วนใหญ่ที่จะเอามาโชว์เลยต้องผ่านการตัด-แต่ง-ต่อ-เติม

ภาพเจ้าของเว็บในสวนของวิหารเทพทสึรุงะโอะกะ ฮะจิมัง
หลังจากเจ้าของเว็บถ่ายภาพแล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงกับคณะทัวร์ อาหารเที่ยงวันนี้กินกันที่ร้านตรงข้ามไดบุทสึ ราคาอาหารไม่ทราบได้ เพราะทางสถาบันที่เรียนอยู่เป็นผู้ออกให้ทั้งหมด
อาหารที่กินวันนี้ก็มี



ข้าวกับซารุโซบะแล้วก็ส้มผ่า ไอ้เห็ดพิษผัดนั่นยกให้เพื่อนข้างๆกิน เพราะกินแล้วจะต้่องตายแน่ๆ
พอกินข้าวเสร็จแล้วก็ลงมารวมตัวกันหน้าร้าน บางคนก็ไปซื้อไอติมกินแก้ร้อน…(?) บางคนก็ซื้อของที่ระลึก พอกินเสร็จมากันครบแล้วก็เดินข้ามถนนไปเที่ยวฝั่งตรงข้ามต่อ
Strip Mind video
ใช่แล้วสถานที่นี้คือโคโตคุ-อิน (高徳院 : Kōtoku-in) เป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปใหญ่โตมโหฬารชื่อว่าไดบุทสึ

ไดบุทสึ - พระพุทธรูปหล่อจากบรอนซ์ และเป็นพระพุทธรูปใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น
พระพุทธรูปไดบุทสึนี้เชื่อกันว่าแต่เดิมไม่ได้ตั้งอยู่กลางแจ้ง แต่ตั้งอยู่ในโบสถ์ไม้ โดยหล่อขึ้นจากความต้องการของพระโคโจในปีค.ศ.1252 แต่ต่อมาเกิดคลื่นทสึนามิขึ้นฝั่งมาซัดเอาโบสถ์ไม้พังเหลือไว้แต่พระพุทธรูป
เนื่องจากไดบุทสึมีขนาดใหญ่มาก มีความสูงถึง 13.35 เมตรขณะนั่งสมาธิอยู่ แถมหนักถึง 93 ตัน เวลาไปไหนมาไหนไดบุทสึจึงต้องมีรองเท้าขนาดใหญ่ รองเท้านี้อยู่ในศาลาข้างๆไดบุทสึนั่นเอง

ภาพด้านหลังของไดบุทสึ
ตอนแรกเจ้าของเว็บก็เข้าใจว่าไดบุทสึเป็นพระพุทธรูปหล่อขึ้นแบบตันๆ หรือไม่ก็อาจจะมีแกนในเป็นวัสดุคงทนอย่างอื่น แต่พอเดินไปดูข้างหลังเจอห้องคนขับเข้า ไดบุทสึ = กันดั้มของคนสมัยก่อนสินะ?

ป้ายหินในสวนหลังไดบุทสึ
ด้านหลังของไดบุทสึจะมีสวนอยู่ ภายในสวนจะมีป้ายหินสลักพวกคำสอนต่างๆไว้ ซึ่งยังไงเจ้าของเว็บก็อ่านไม่ออก (ตัวหนังสืออย่างกับตัวหนอน)

ป้ายสลักหลักธรรมคำสอนในสวนหลังไดบุทสึ
ซักพักก็ครบเวลา ได้เวลาเดินทางกลับแล้ว ขอถ่ายภาพไดบุทสึเก็บไว้ซักหน่อย

ไดบุทสึในมุมเงย

ไดบุทสึเมื่อมองอีกมุมนึงจากด้านหน้า
ภาพข้างบนแสดงให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นนี้ช่างเข้าใจสรรหา และเป็นชนชาติที่ไม่ยึดติดกับอะไรจริงๆ

รถไฟในคามาคุระ
พอดีขากลับนั่งรถผ่านทางรถไฟเลยถ่ายเก็บไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่าระบบรถไฟของญี่ปุ่นก็ยังมีหลายแห่งที่มีจุดตัดกับถนน

ภาพเมืองโยโกฮาม่าขากลับ
ระหว่างนั่งรถกลับก็ครึ่งหลับครึ่งตื่น ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกตัวคือมาถึงโตเกียวแล้ว

ภาพค่ำคืนมุมนึงจากบนยอดตึกที่ทำการรัฐบาลโตเกียว
พอรถจอดให้ลงที่ชินจูกุก็เดินเที่ยวในเมืองต่อเลย กะไปดูแสงไฟประดับในเมืองแต่ว่ายังไม่ค่อยมีเท่าไหร เลยเปลี่ยนใจปีนตึกที่ทำการรัฐบาลโตเกียวขึ้นไปถ่ายรูปกับเดินเล่น จากนั้นก็กลับบ้าน
จบแล้วครับเที่ยวคามาคุระ 